วันเสาร์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2561

อนุทินครั้งที่5

วันอังคารที่6 กุมภาพันธ์ 2561


คาบการเรียนการสอนนี้อาจารย์ได้ให้นำเสนอความต้องการของเด็กปฐมวัย
จากที่แต่ละกลุ่มได้ทำในคาบที่แล้ว


เพื่อนแต่ละกลุ่มได้ออกมาพูดอธิบาย
ซึ่งจะมีเนื้อหาความต้องการของเด็ก 4ด้าน
ด้านร่างกาย
ด้านอารมณ์
ด้านสังคม
ด้านสติปัญญา



อธิบายนำเสนอหน้าชั้นเรียนเนื้อหากลุ่มดิฉัน แบ่งเป็น 3หลัก
ความหมายและความต้องการของเด็กปฐมวัย
ครูจะมีวิธีการตอบสนองความต้องการอย่างไร
พ่อแม่ ผู้ปกครองจะมีวิธีตอบสนองความต้องการอย่างไร



คาบนี้ได้นำเสนอหัวข้อความต้องการของเด็กปฐมวัยแล้วอาจารย์ก็ได้พูดเสริมเพิ่มเติมความรู้ให้นักศึกษา
ด้านอารมณ์  เด็กต้องการความเอาใจใส่ ต้องการมีความสุขไม่อยากทุกข์ไม่ต้องการทางด้าน 
เช่น การร้องไห้ ความอิจฉาเมื่อมีน้องใหม่ เวลาเล่นสนุกๆก็จะแสดงความพอใจ เมื่อได้ยินเสียงฟ้าร้องเด็กก็จะกลัว
ด้านสังคม ต้องการยอมรับ การมีตัวตน เด็กต้องการให้เห็นเขาเป็นส่วนหนึ่ง ต้องการความเท่าเทียมกัน
 เด็กสามารถช่วยเหลือตนเองได้ดีขึ้น เช่น อาบน้ำ แต่งตัว ใส่รองเท้าเอง บอกเวลาจะถ่ายได้ ถอดกางเกง เข้าห้องน้ำเอง และทำความสะอาดหลังขับถ่ายได้
ด้านสติปัญญา เด็กต้องการการเรียนรู้ทุกเรื่อง เช่น การรู้เกี่ยวกับตัวเองร่างกายของเราว่าอันนี้คือ หู ตา จมูก ผม  เด็กวัยนี้สามารถที่จะวาดภาพพจน์ในใจได้ การใช้ความคิดคำนึงหรือการสร้างจินตนาการและการประดิษฐ์
1.การรู้บุคคลและสถานที่
2.การรู้วันสำคัญต่างๆ
3.ธรรมชาติของสิ่งต่างๆ เช่น ต้นไม้ ใบหญ้า ว่าสิ่งเหล่านี้คืออะไร
4.สิ่งต่างๆรอบตัว เช่น เรื่องอากาศ
ด้านร่างกาย เด็กบังคับกล้ามเนื้อได้ดีขึ้น เด็กชอบปีนป่ายเตะบอล รักลูกบอล ชอบเล่นในสนาม 
เด็กเชื่อว่าสิ่งของทุกอย่างมีชีวิต เช่น เด็กชอบเล่นสมมุติโดยจะเอาตุ๊กตาตามมาเล่นแล้วสมมุติ เป็นพ่อแม่ลูก เด็กเชื่อว่าทุกสิ่งในโลกมีจุดหมาย เด็กมักถามว่า “ทำไม” “ทำไมรถจึงวิ่ง” ฯลฯ

สิ่งที่ได้รับในการเรียนครั้งนี้

ความรู้จากหัวข้อเนื้อหาของเพื่อนแต่ละกลุ่มที่มีความคิดแตกต่างกัน
แต่ยึดหลักสำคัญความต้องการ 4ด้าน โดยอาจารย์ได้พูดเสริมเพิ่มเติมความรู้
จากเนื้อหาเสนอของนักศึกษา
เพื่อน1กลุ่มได้เสนอทฤษฎีความรู้พัฒนาการของเพียเจย์
ประเมินตนเอง ได้รับตัวปั้มเข้าเรียนตรงต่อเวลาทุกคาบ รวมทั้งดาวเด็กดี กล้าแสดงออก พูด เสนอความคิดเห็น ตั้งใจฟังอาจารย์ได้ดี แก้ไขและเพิ่มเติมงานกลุ่ม
ประเมินเพื่อน กล้าพูด แสดงออก มีความคิดสร้างสรรค์ในการทำงาน รับผิดชอบต่อตนเองและมีความร่วมมือ
ประเมินอาจารย์ ให้ความรู้เนื้อหาเสริมเพิ่มเติมได้ตรงประเด็ด วิเคราะห์วิจารณ์เนื้อหางานที่ดี สรุปตรงประเด็ด 
ข้อคิดเห็น
บรรยากาศในห้องเรียนเหมาะสมเอื้อต่อการเรียนการสอน การถาม-ตอบอาจารย์ต่อนักศึกษา
และทำความเข้าใจไปพร้อมกันสิ่งหนึ่งที่เป็นจุดเด่นของวิชาคือการที่อาจาร์ฝึกให้แสดงจุดยืนเราว่า
เรามีความคิดเห็นกับเพื่อนหรือไม่ มากน้อยแค่ไหน คนในกลุ่มร่วมมือว่างแผนแสดงออกความคิดเห็นได้มากน้อยแค่ไหน






อนุทินครั้งที่4

วันอังคารที่30 มกราคม 2561



การเรียนการสอนคาบนี้ให้นักศึกษาในชั้นจับกลุ่ม เฉลี่ยให้เท่ากันทุกคนในห้อง 5-6คนต่อกลุ่ม
อธิบายแบ่งหัวข้อดังนี้
หัวข้อความต้องการของเด็กปฐมวัย
หัวข้อที่1.ความหมายและความต้องการของเด็กปฐมวัย
หัวข้อที่2.ครูจะมีวิธีตอบสนองความต้องการอย่างไร
หัวข้อที่3.พ่อแม่ผู้ปกครอง จะมีวิธีตอบสนองความต้องการอย่างไร



บรรยากาศการเรียนการสอนอาจารย์กับนักศึกษากลุ่มเรียน121
ความสนใจและตั้งใจของนักศึกษา


ความต้องการของเด็กปฐมวัย
1.ความหมายและความต้องการของเด็กปฐมวัย
• ความต้องการพื้นฐานทางกายเพื่อให้ดำรงอยู่
• ความต้องการความอิสระควบคู่ไปกับความต้องการพื้นฐานทางกาย
• ความต้องการผลสัมฤทธิ์ มักจะต้องให้เกิดผลสัมฤทธิ์ทั้งสิ้น
• ความต้องการประสบการณ์ที่ท้าทาย
• ความต้องการมีเพื่อน
2.ครูจะมีวิธีตอบสนองความต้องการอย่างไร
• ครูจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวร่างกาย
• ความต้องการอิสระควบคู่ไปกับพื้นฐานทางกายโดยครูเป็นผู้ตั้งโจทย์สร้างบรรยากาศและส่งเสริมเพื่อกระตุุ้นให้เด็กใช้ความคิดและจิตนาการผ่านทักษะทางร่างกายที่เป็นเครื่องมือในการแสดงออก
• ความต้องการผลสัมฤทธิ์ มักจะต้องการให้ลดผลสัมฤทธิ์ทั้งสิ้น ในการจัดการเรียนการสอนและการทำกิจกรรมต่างๆครูต้องเป็นผู้ปฏิบัติให้เด็กเห็นภาพแล้วจึงปฏิบัติตามและทำให้เด็กเกิดผลสัมฤทธิ์ในการเรียนการสอนของครู
• ครูควรจัดกิจกรรมใหม่ๆให้เด็กไม่เบื่อ
3.พ่อแม่ผู้ปกครอง จะมีวิธีตอบสนองความต้องการอย่างไร
• ผู้ปกครองพาเด็กทำกิจกรรมนอกบ้านบ่อยๆเช่น เล่นเครื่องเล่น หากิจกรรมเต้นออกกำลังกายอยู่ที่บ้าน
• ผู้ปกครองควรใช้อิสระกับเด็กในการคิด การแสดงความคิดเห็น เพราะช่วงที่เด็กเข้าโรงเรียนเด็กจะต้องการอิสระมากยิ่งขึ้น
• ผู้ปกครองต้องสนับสนุนกับกิจกรรมของครูที่ได้จัดให้กับเด็กเพื่อที่ให้เด็กนั้นเกิดผลสัมฤทธิ์ที่ดีต่อตัวเอง
• ควรพาน้องๆไปเล่นกิจกรรมที่ท้าทายและสอนเด็กๆควบคู่ไปด้วย


ความร่วมมือภายในกลุ่ม ร่วมมือการว่างแผนระดมความคิดเห็น ความรู้และคิดของแต่ละคน
สร้างสรรค์ ตกแต่งพร้อมนำเสนอในคาบเรียนต่อไป
สิ่งที่ได้รับในการเรียนครั้งนี้
• สิ่งสำคัญที่ทำงานภายในกลุ่ม 
-การแสดงความรู้คิดเห็นที่ตรงกัน 
-สมาชิกมีบทบาทมีความรู้สึกร่วมกัน
-การมีปฏิสัมพันธ์ของเพื่อนในกลุ่ม 
-ความร่วมมือและวางแผนรวมกัน

ประเมินตนเอง รออาจารย์ล่วงหน้า เข้าเรียนตรงต่อเวลา มีความรับผิดชอบต่อตนเอง ร่วมมือวางแผนการทำงานแสดงความคิดและความคิดเห็น ตกแต่งสร้างสรรค์ชิ้นงาน
ประเมินเพื่อน มีการให้ความร่วมมือเพื่อนในกลุ่มทุกคน ความรับผิดชอบในบทบาทของตนอง
ประเมินอาจารย์ อธิบายวางแผนงานให้นักศึกษาที่ตรงประเด็ด สอดแทรกความรู้เพื่อให้นักศึกษาได้เข้าใจเนื้อหา
ข้อคิดเห็น
บรรยากาศในห้องเรียนเหมาะสมเอื้อต่อการเรียนการสอน การถาม-ตอบอาจารย์ต่อนักศึกษา
และทำความเข้าใจไปพร้อมกันสิ่งหนึ่งที่เป็นจุดเด่นของวิชาคือการที่อาจาร์ฝึกให้แสดงจุดยืนเราว่า
เรามีความคิดเห็นกับเพื่อนหรือไม่ มากน้อยแค่ไหน คนในกลุ่มร่วมมือว่างแผนแสดงออกความคิดเห็นได้มากน้อยแค่ไหน


วันพฤหัสบดีที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2561

อนุทินครั้งที่3

วันอังคารที่23 มกราคม 2561

บทที่ 2 ทฤษฏีที่เกี่ยวกับพัฒนาการของเด็กปฐมวัย
ทฤษฏีพัฒนาการกับเด็กปฐมวัย

ทฤษฎีพัฒนาการด้านจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์

พัฒนาการบุคลิกภาพของคนขึ้นอยู่กับการตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานทางด้านสรีระ หรือที่เขาเรียกว่าแรงขับโดยสัญชาติญาณแรงขับโดยสัญชาติญาณ  แรงขับ ดังกล่าวมี 3 ประเภท ได้แก่ แรงขับทางเพศหรือความต้องการตอบสนองทางเพศ (libido) แรงขับหรือความต้องการที่จะมีชีวิตอยู่ (life-preserving drive) และแรงขับหรือความต้องการที่จะแสดงความก้าวร้าว (aggressive drive)
โครงสร้างหลักของบุคลิกภาพ
อิด (Id) หมายถึง พลังหรือแรงผลักที่มีมาแต่กำเนิด เป็นสันดานดิบของมนุษย์ที่มีแต่ความต้องการสนองสนองแต่เพียงอย่างเดียวโดยไม่คำนึงถึงสิ่งใด ฟรอยด์เห็นว่าแรงผลักชนิดนี้มีอยู่ในทารก
อีโก้ (Ego) เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างบุคลิกภาพที่ได้มีการคิดรวบรวมข้อมูลต่างๆ และมีการวางแผน การรู้จักรอคอย ร้องขอหรืออื่น ๆ เพื่อให้ได้รับการตอบสนองในสิ่งที่ต้องการ
ซุปเปอร์อีโก้ (Superego) เป็นส่วนของบุคลิกภาพที่คอยควบคุมหรือปรับการแสดงออกของอิดและอีโก้ให้สอดคล้องกับเหตุผลความถูกผิด คุณธรรมหรือจริยธรรม
ขั้นตอนของพัฒนาการด้านบุคลิกภาพ
ขั้นที่ 1 ขั้นปาก (Oral Stages) อายุแรกเกิด –18  เดือน
ขั้นที่ 2 ขั้นทวารหนัก (Anal Stage) เป็นระยะพัฒนาบุคลิกภาพของเด็กวัย 2 – 3 ปี
ขั้นที่ 3 อวัยวะเพศขั้นต้น (Phallic Stage) เป็นระยะพัฒนาการบุคลิกภาพของวัย 3 – 5 ปี
ขั้นที่ 4 ขั้นพัก/ขั้นแฝง (Latency Stage) เป็นระยะพัฒนาบุคลิกภาพของวัย 5 – 12 ปี
ขั้นที่ 5 ขั้นอวัยวะเพศ (Genital Stage) เป็นระยะสนใจเพศตรงข้าม วัยรุ่น วัยหนุ่มสาว 12 ปี ขึ้นไป 
ทฤษฎีพัฒนาการด้านจิตสังคมของอีริคสัน

วัยเด็กเป็นวัยที่สำคัญและพร้อมเรียนรู้สิ่งแวดล้อมรอบตัวหากประสบการณ์และสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็กดีเด็กจะมองโลกในแง่ดีมีความเชื่อมั่นในตนเองในทางตรงกันข้ามหากประสบการณ์และสภาพแวดล้อมไม่ดีไม่เอื้อหรือส่งเสริมต่อการเรียนรู้ของเด็ก เด็กจะกลายเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย ไม่ไว้วางใจผู้อื่น ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง
ขั้นพัฒนาการตามทฤษฎีของอีริคสัน
ขั้นที่ 1 ความรู้สึกไว้วางใจกับความรู้สึกไม่ไว้วางใจ(Trust versus Mistrust) ช่วงแรกเกิด – 1 ปี
ขั้นที่ 2 ความรู้สึกเป็นตัวของตัวเองกับความละอายใจและไม่แน่ใจ(Autonomy versus Doubt or Shame) ช่วง 1 – 2 ปี
ขั้นที่ 3 การมีความคิดริเริ่มกับความรู้สึกผิด (Initiativeversus Guilt) ช่วง 3 – 6 ปี
ทฤษฎีวุฒิภาวะของกีเซล
“วุฒิภาวะเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติอย่างมีระเบียบ โดยที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสิ่งเร้าภายนอก” กีเซลเชื่อว่าพฤติกรรมของเด็กจะเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงทางสรีระวิทยา ซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมขึ้น การฝึกฝนหรือการเรียนรู้ไม่ว่าลักษณะใดก็ตาม จะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์และเป็นการเสียเวลาโดยใช่เหตุ ถ้าหากร่างกายยังไม่พร้อมหรือยังไม่มีวุฒิภาวะ
ขั้นพัฒนาการตามทฤษฎีของกีเซล
1. ทิศทางของการพัฒนาการ (development direction)- Cephalocaudal - Proximal distal
2. พัฒนาการมีความสัมพันธ์กันและเกี่ยวเนื่องกัน (reciprocal interweaving)
3. พัฒนาการมีการใช้กิจกรรมร่วมกัน (functional asymmetry)
4. การพัฒนาต่าง ๆ เป็นผลมาจากวุฒิภาวะ (individuating maturation)

ทฤษฎีพัฒนาการด้านการรู้คิดของเพียเจท์
พัฒนาการการเรียนรู้ของเด็กและพัฒนาการทางสติปัญญา ตามแนวความคิดของเพียเจท์ ได้อธิบายถึงพัฒนาการทางความคิดและสติปัญญาในความเห็นของเขาว่า บุคคลสามารถคิด ดัดแปลงความคิดและแสดงความคิดของตนออกมาได้ ย่อมเป็นผลมาจากขบวนการปรับเข้าสู่โครงสร้าง (assimilation) และการจัดปรับขยายโครงสร้าง (accommodation) โดยผลของการทำงานดังกล่าวจะเกิดเป็นโครงสร้างขึ้น (schema)
แนวความคิดเกี่ยวกับขบวนการปรับเข้าสู่โครงสร้างและการจัดปรับขยายโครงสร้าง
Assimilation หมายถึง การที่เด็กนำเอาสิ่งที่ตนรับรู้ใหม่ๆ  เข้าไปผสมผสานกลมกลืนกับความรู้เดิมที่มีอยู่ ซึ่งการรับรู้นี้จะเกิดขึ้นเมื่อเด็กมองเห็นสิ่งใหม่ในแง่ของสิ่งเดิมที่เคยรู้จัก
Accommodation หมายถึง การนำความรู้ใหม่ที่ได้รับไปปรับปรุงความคิดให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้อย่างเหมาะสม
ทฤษฎีพัฒนาการด้านการรู้ของเพียเจท์
ขั้นที่ 1 ขั้นประสาทสัมผัสและการเคลื่อนไหว(Sensorimotor Stage) อายุแรกเกิด – 2 ปี
ขั้นที่ 2 ขั้นก่อนการคิดอย่างมีเหตุผล (Preoperational Stage) อายุ 2 – 7 ปี แบ่งเป็นสองระยะ
- ระยะที่ 1 ขั้นก่อนความคิดรวบยอด (Preconceptual Thought) อายุ 2 – 4 ปี
- ระยะที่ 2 ขั้นคิดได้เองโดยไม่รู้เหตุผล (Intuitive Thought)อายุ 4 – 7 ปี

ทฤษฎีพัฒนาการทางจริยธรรมของโคลเบิร์ก

โดยโคลเบอร์กเห็นด้วยว่าพัฒนาการทางการคิดเป็นพื้นฐานของพัฒนาการทางจริยธรรมเช่นเดียวกับเพียเจท์ซึ่งพัฒนาการทางจริยธรรมของบุคคลจะมีลำ ดับขั้นเช่นเดียวกับพัฒนาการด้านอื่น ๆและมีแนวคิดว่าพัฒนาการทางจริยธรรมของแต่ละบุคคล จะแตกต่างกันและมีระยะเวลาของการพัฒนาในแต่ละขั้นต่างกัน
ขั้นพัฒนาการทางจริยธรรมของโคลเบอร์ก
ระดับขั้นที่ 1 Premoral หรือ Preconventionalวัย 2 – 10 ปี
มี 2 ระยะ ระยะที่ 1 การหลบหลีกการถูกลงโทษ ช่วงอายุ 2 – 7 ปี
ระยะที่ 2 การแสวงหารางวัล ช่วงอายุ 7 – 10 ปี
ทฤษฎีพัฒนาการทางความคิดความเข้าใจของบรุนเนอร์
พัฒนาการทางความคิดความเข้าใจ เกิดจากสิ่งต่อไปนี้
1. การให้เด็กทำสิ่งต่างๆ อย่างมีอิสระมากขึ้น
2. การเรียนสัญลักษณ์ที่ใช้แทนสิ่งต่างๆ
3. พัฒนาการทางความคิด
4. ผู้สอนและผู้เรียนมีความสัมพันธ์กันอย่างมีระบบ
5. ภาษาเป็นกุญแจของการพัฒนาด้านความคิด
6. การพัฒนาทางความคิด
ลำดับขั้นการสอนอย่างมีเหตุผล
ขั้นที่1 การสอนควรเริ่มด้วยการให้ผู้เรียนสัมผัสสิ่งต่าง ๆ ที่เรียน
ขั้นที่2 การสอนควรเน้นให้เด็กเกิดการพัฒนาขึ้นเพื่อให้เด็กได้รับรู้อย่างแจ่มแจ้ง ครูควรเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์หรือเลือกเหตุการณ์ที่เด่นชัดและเป็นรูปธรรมมากกว่านามธรรม
ขั้นที่3 จัดให้มีการอภิปรายระหว่างเด็กในกลุ่มที่เรียนร่วมกันเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆ เนื้อหาที่เรียนเพื่อให้เด็กใช้ภาษาและเกิดการพัฒนาขั้นรูปธรรม

ประทับตราการเข้าเรียนตรงเวลา 
เข้าเนื้อหาบทเรียนทฤษฏีพัฒนาการกับเด็กปฐมวัย


ชมคลิปวิดีโอนักทฤษฏีของการเป็นครูที่ดี

บรรยากาศการเรียนครั้งนี้

สิ่งที่ได้รับในการเรียนครั้งนี้
เรียนรู้เนื้อหาของนักทฤษฏีที่ส่วนเกี่ยวกับพัฒนาการของเด็กปฐมวัย
ชมคลิปวิดีโอของการเป็นครูที่ดีและการเลี้ยงดูของพ่อแม่จะเลี้ยงลูกอย่างไรให้เติบโตเป็นคนดี 
และการเลี้ยงดูลูกในแบบตามใจ ท้ายชั้งโมงได้จับกลุ่มจัดทำเสนองานของนักทฤษฏี
ประเมินตนเอง รอเข้าเรียนตรงเวลา มีความตั้งใจฟังเนื้อหาความรู้ที่อาจารย์บรรยาย แสดงความคิดเห็นในกลุ่ม
ประเมินเพื่อน สนใจ ตั้งใจ และเข้าใจฟังเนื้อหาความรู้ของนักทฤษฏีที่อาจารย์บรรยาย 
ประเมินอาจารย์  ชี้แจ้งงานชัดเจน สอนตรงตามเนื้อหา และให้นักศึกษาแสดงความคิดเห็น
ข้อคิดเห็น
บรรยากาศในห้องเรียนเหมาะสมเอื้อต่อการเรียนการสอน การถาม-ตอบอาจารย์ต่อนักศึกษา
และทำความเข้าใจไปพร้อมกันสิ่งหนึ่งที่เป็นจุดเด่นของวิชาคือการที่อาจาร์ฝึกให้แสดงจุดยืนเราว่า
เรามีความคิดเห็นกับเพื่อนหรือไม่ มากน้อยแค่ไหน แต่ละคาบมีเสนองานเดี่ยวบ้างกลุ่มบ้างเพื่อฝึกทำหน้าที่ปฎิบัติงาน






วันพุธที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

อนุทินครั้งที่7

วันอังคารทึ่20 กุมภาพันธ์ 2561

นำเสนอบทความ


ฝึกอ่านเตรียมความพร้อมก่อนออกนำเสนอบทความ

บทความเรื่อง การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมเสรีเพื่อส่งเสริมพัฒนาการ
ด้านสังคม ของเด็กปฐมวัย
โดย นางสาวรุ่งนภา เรืองสวัสดิ์


การจัดกิจกรรมสำหรับเด็กปฐมวัย ควรมีกิจกรรมที่หลากหลายเพื่อส่ง

เสริมพัฒนาการของเด็กปฐมวัย ด้านร่างกาย ด้านอารมณ์-จิตใจ ด้าน

สังคม และด้านสติปัญญา จากการเรียนการสอนของเด็กปฐมวัยพบว่า
กิจกรรมเสรีเป็นลักษณะของการส่งเสริมการเล่นอย่างอิสระของเด็ก เด็กมี
โอกาสเรียนรู้การเข้าสังคมจากการเล่นผ่านกิจกรรมเสรี ครูคือผู้สนับสนุน
การเรียนรู้ของเด็ก จึงควรคอยสังเกตเด็กขณะเด็กเล่น หากว่าบางมุมที่เด็ก
ไม่สนใจเล่นแล้ว ครูควรปรับเปลี่ยนสื่อหรือเปลี่ยนเป็นมุมอื่น เช่น อาจ
ดัดแปลงมุมบ้านเป็นมุมร้านค้า มุมหมอ ครูควรสอนให้เด็กคิดแก้ปัญหาใน
กรณีที่บางมุมมีเพื่อนเข้าเล่นจำนวนมากเกินไป บางครั้งเด็กสนใจการเล่นมุม
ใดมุมหนึ่งเป็นระยะเวลานานอาจทำให้เด็กขาดประสบการณ์การเรียนรู้ด้าน
อื่น ครูควรชักชวนให้เด็กเรียนรู้มุมอื่นบ้าง และครูต้องมีการสับเปลี่ยนสื่อ
หรือเพิ่มเติมเป็นระยะ เพื่อไม่ให้เด็กเบื่อ
กิจกรรมเสรี หรือ การเล่นตามมุม เป็นการจัดมุมในห้องเรียนให้เด็ก
ได้เล่น ได้คิดสร้างสรรค์ตามสภาพแวดล้อมของเด็ก การเล่นตามมุมทำให้
ครู เด็กๆ และเพื่อนๆ สามารถสร้างความคุ้นเคยกัน พัฒนาการพูดและการ
ฟัง ช่วยทำให้เด็กปรับตัวได้เร็วขึ้น เด็กเกิดความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม
มีโอกาสได้ตอบสนองความอยากรู้อยากเห็น การเล่นตามมุมยังช่วยฝึกเด็ก
ให้มีระเบียบวินัย รู้จักรอคอย มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และให้อภัย และมีความ
รับผิดชอบในการทำงาน ประเภทของมุมต่างๆ ที่จัดในห้องเรียน เช่น มุม
บ้าน มุมบทบาทสมมติ มุมไม้บล็อค มุมหนังสือ และมุมเกมการศึกษา
กิจกรรมเสรีหรือกิจกรรมเล่นตามมุมที่โรงเรียนจัดให้เด็กเล่นอย่างอิสระ เป็น
กิจกรรมหลักกิจกรรมหนึ่งตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช.
(2546). ที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด โดยเปิดโอกาสให้เด็กได้เลือกเล่น
อย่างอิสระจากของเล่นตามมุมประสบการณ์หรือศูนย์การเรียนที่จัดไว้ใน
ห้องเรียน เช่น มุมบล็อก มุมหนังสือ มุมธรรมชาติ มุมบ้าน มุมร้านค้า เป็นต้น
นอกจากจะให้เด็กเล่นตามมุมแล้ว ครูอาจจะให้เด็กทำกิจกรรมที่ครูจัด เช่น
เกมการศึกษา เครื่องเล่นสัมผัส กิจกรรมสร้างสรรค์ประเภทต่างๆ ซึ่งการจัด
กิจกรรมเสรีนี้เป็นการให้เด็กได้เล่นอิสระ ตอบสนองความสนใจของตนเอง
เด็กจึงมีโอกาสได้คิด ตัดสินใจ แก้ปัญหาและพัฒนาความรู้ โดยผู้ใหญ่เลือก
ใช้วิธีการส่งเสริมให้เด็กเล่นด้วยวิธีการที่เหมาะสมและสอดคล้องกับ
ธรรมชาติของเด็ก ให้เด็กได้คิดรูปแบบการเล่นตามความสนใจและความ
ต้องการ ทั้งที่เล่นเป็นรายเดี่ยวและเล่นเป็นรายกลุ่ม จึงเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริม
การเรียนรู้การเข้าสังคมของเด็กปฐมวัย ทั้งนี้เพราะการเล่นเป็นกิจกรรมที่
สำคัญในชีวิตเด็กทุกคน เด็กจะรู้สึกสนุกสนาน เพลิดเพลิน ได้สังเกต ได้เรียน
รู้ความรู้สึกของผู้อื่น มีโอกาสทำการทดลอง สร้างสรรค์ คิดแก้ปัญหา และ
ค้นพบด้วยตนเอง ได้ใช้ประสาทสัมผัส การรับรู้ ผ่อนคลายอารมณ์ และ
แสดงออกถึงตนเอง ผลจากเล่นจะทำให้เด็กเกิดพัฒนาการด้านร่างกาย
อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา ซึ่งจะพัฒนาลักษณะทางสังคมของเด็ก
ปฐมวัยผ่านการเล่นและทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่น เช่น การให้ความร่วมมือ
การเป็นผู้นำผู้ตาม การเห็นอกเห็นใจ การแบ่งปันสิ่งของ การช่วยเหลือ
ตนเอง และการเรียนรู้ที่จะปรับตัวให้เข้ากับผู้อื่น
อัลเบิร์ต แบนดูรา (Albert Bandura) นักจิตวิทยาร่วมสมัยเกิดในปี
ค.ศ. 1925 เป็นนักจิตวิทยา แห่งมหาวิทยาลัยแสตนด์ฟอร์ด (Stanford
University) แบนดูรา กล่าวว่า การเรียนรู้ของมนุษย์เกิดจากพฤติกรรม
ของบุคคลนั้น มีปฏิสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องระหว่างบุคคลและสิ่งแวดล้อม ซึ่ง
ทฤษฎีนี้เน้นบุคคลเกิดการเรียนรู้โดยการให้ตัวแบบ โดยผู้เรียนจะทำการ
ลอกเลียนแบบจากตัวแบบ การเรียนรู้ดังกล่าวเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นอย่าง
ต่อเนื่องโดยอาศัยการสังเกตพฤติกรรมของตัวแบบ การสังเกตการตอบ
สนองและปฏิกิริยาต่างๆ ของตัวแบบสภาพแวดล้อมของตัวแบบ ผลการก
ระทำ คำบอกเล่าและความน่าเชื่อถือของตัวแบบได้ การเรียนรู้ของเด็ก
ปฐมวัยจึงเกิดขึ้นได้ ซึ่งกระบวนการต่างๆของการเลียนแบบของเด็ก
ประกอบด้วย 4 กระบวนการ คือ กระบวนการดึงดูดความสนใจ
กระบวนการคงไว้ กระบวนการแสดงออก และกระบวนการจูงใจ
ดร. มาเรีย มอนเตสซอรี่ (Dr. Maria Montessori) ได้กล่าวว่า การที่
ให้เด็กได้ทำงานอย่างอิสระนั้น ทำให้เด็กสามารถแสดงออกถึงการอยู่ร่วม
กันในสังคมโดยธรรมชาติ เธอเห็นว่าระเบียบวินัยที่แท้จริงและการอยู่ร่วมกัน
ในสังคมนั้นเป็นสิ่งที่มาจากความต้องการภายใน ไม่ใช่สิ่งที่จะบังคับจิตใจ
กันได้ เด็กๆจึงมีระเบียบและวินัยทางสังคม ซึ่งเป็นระเบียบวินัยภายใต้ความ
สนใจที่แตกต่างกัน “เป็นระเบียบวินัยที่แตกต่างจากระเบียบวินัยของทหาร
ที่มีการบังคับด้วยกฎเกณฑ์ ซึ่งหมายถึงว่าต้องปฏิบัติในสิ่งเดียวกันทั้งหมด
ในเวลาเดียวกัน แต่นี่คือวินัยทางสังคม ที่สามารถทำให้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้
อย่างกลมเกลียว การที่เด็กเล็กๆแสดงออกให้เห็นถึงลักษณะของสังคมโดย
ธรรมชาติ ทำให้เธอรู้สึกประหลาดใจและตระหนักว่านี่อาจเป็นกุญแจในการ
ปรับเปลี่ยนของสังคมด้วยตัวมันเอง เธอกลายเป็นนักพูดเกี่ยวกับสิทธิของ
เด็กและความสำคัญของอิสรภาพในระบบการศึกษา
พัฒนาการด้านสังคม เป็นพัฒนาการเรียนรู้ทางสังคมจากความรู้สึก
ผูกพันใกล้ชิดภายในครอบครัวที่ต้องการพึ่งพิงผู้อื่นไปสู่การพึ่งพาตนเอง
และการปรับตัวเข้ากับผู้อื่น เด็กระดับก่อนประถมศึกษา มีความสามารถตาม
วัยที่จะช่วยเหลือตนเองได้ดี เด็กวัยนี้เริ่มพัฒนาความรู้สึกเป็นตัวของตัวเอง
ชอบอิสระ มีความมั่นใจในตนเอง สนใจเรียนรู้สิ่งรอบตัวมากขึ้น และเรียน
รู้ที่จะสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น แต่การแสดงพฤติกรรมทางสังคมในระยะ
แรกอาจมีปัญหาเกี่ยวกับการปรับตัวเข้ากับผู้อื่น เพราะเด็กวัยนี้จะยึดตนเอง
เป็นศูนย์กลาง มีอารมณ์แปรปวนง่ายยังไม่รู้จักควบคุมอารมณ์และยอมรับ
ความคิดความรู้สึกของผู้อื่น แต่เมื่อเด็กมีโอกาสปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนวัย
เดียวกันหรือผู้อื่นมากขึ้น อีกทั้งได้รับการปลูกฝังลักษณะพฤติกรรมที่เหมาะ
สมทางสังคมเด็กย่อมสามารถปรับตัวให้เข้ากับผู้อื่นและเรียนรู้บทบาทของ
ตนเองในชุมชนได้ดียิ่งขึ้น
การจัดกิจกรรมเสรี/เล่นตามมุม เป็นการจัดมุมในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก
บ้านหนองแคนให้เด็ก ได้เล่น ได้คิดสร้างสรรค์ตามสภาพแวดล้อมของเด็ก
การเล่นตามมุมทำให้ครู เด็กๆ และเพื่อนๆ สามารถสร้างความคุ้นเคยกัน
พัฒนาการพูดและการฟัง ช่วยทำให้เด็กปรับตัวได้เร็วขึ้น เด็กเกิดความรู้สึก
เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม มีโอกาสได้ตอบสนองความอยากรู้อยากเห็น การเล่น
ตามมุมยังช่วยฝึกเด็กให้มีระเบียบวินัย รู้จักรอคอย มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
และให้อภัย และมีความรับผิดชอบในการทำงาน ประเภทของมุมต่างๆ ที่จัด
ในห้องเรียน เช่น มุมบ้าน มุมบทบาทสมมติ มุมไม้บล็อค มุมหนังสือ
จากการจัดกิจกรรมเสรี/เล่นตามมุม เด็กรู้จักตนเอง รู้จักบุคคลรอบ
ด้าน รู้จักเพื่อนที่เล่นด้วย ขณะเล่นเด็กได้มีโอกาสรู้จักบทบาทของตนเองและ
ผู้อื่น รู้จักการผ่อนปรนและรอคอย อดทนต่อความไม่สมหวัง รู้จักการแบ่งปัน
รู้จักการร่วมมือกับคนอื่นและเด็กได้หัดใช้ความคิด ตัดสินใจแก้ปัญหา ได้มี
โอกาสสืบค้นหาคำตอบหรือบางครั้งการเล่นทำให้เด็กได้สร้างความรู้ โดย
ไม่ต้องจัดกิจกรรมอย่างเป็นทางการ และได้พัฒนากล้ามเนื้อเล็กและกล้าม
เนื้อใหญ่ ร่าเริงเบิกบาน มีอิสระในการเลือกเล่นสิ่งที่ตนสนใจ เด็กได้ระบาย
อารมณ์และความรู้สึกขณะเล่น ผ่อนคลายความตึงเครียด


ความตั้งใจอ่าน นำเสนอบทความหน้าชั้นเรียนและบรรยากาศความตั้งใจฟัง


ความตั้งใจของเพื่อนที่ออกมาพูดบทความของตนเอง
 พร้อมกับบรรยากาศในการเรียนการสอนคาบนี้


สิ่งที่ได้รับในการเรียน
1.ความกล้าเเสดงออก กล้าพูดในสิ่งที่ได้จดจำเรียนรู้ในเนื้อหาตนเอง
2.เรียนรู้สิ่งที่เพื่อนได้ถ่ายทอดความรู้ให้ผู้อื่นได้เข้าใจ
3.จากที่เพื่อนได้อ่าน อาจารย์ได้สอดแทรกความรู้เพื่อเติม สรุปประเด็ดเนื้อหา
ประเมินตนเอง ตรงต่อเวลาในการเข้าเรียน เตรียมความพร้อมที่ดี มั้นใจกล้าพูดและแสดงความคิดเห็นต่อผู้อื่น ตั้งใจฟังเข้าใจประเด็ดบทความที่เพื่อนเสนอ
ประเมินเพื่อน เตรียมพร้อมสามารถมั้นใจในตนเอง ส่วนใหญ่อ่านได้ดีถ่ายทอดความรู้ได้อย่างเข้าใจ ส่วนน้อยที่เข้าเรียนสายและไม่มาเรียน
ประเมินอาจารย์ ได้สอดแทรกความรู้เพิ่มเติม สรุปประเด็ดเพิ่มเติมได้ให้นักศึกษารู้สามารถเข้าใจได้

ข้อคิดเห็น
บรรยากาศในห้องเรียนเหมาะสมเอื้อต่อการเรียนการสอน การถาม-ตอบอาจารย์ต่อนักศึกษา
และทำความเข้าใจไปพร้อมกันสิ่งหนึ่งที่เป็นจุดเด่นของวิชาคือการที่อาจาร์ฝึกให้แสดงจุดยืนเราว่า
เรามีความคิดเห็นกับเพื่อนหรือไม่ มากน้อยแค่ไหน แต่ละครั้งได้เสนองานเดี่ยวบ้างเป็นกลุ่มบ้าง
การฝึกกล้าแสดงออกอีกด้วย





อนุทินครั้งที่ 15

วันอังคารที่ 24 เมษายน 2561 เมนูอาหารโดยประกอบไปด้วยอาหารจานหลักและขนมหวาน ข้าวผัดปลาทูน่าหลายสี ส่วนผสม ข้าวสวย ปลาทูน่...